วันที่ 31 สิงหาคม ปี 1997 ถือเป็นหนึ่งในวันที่โลกต้องจารึกและตกอยู่ในความโศกเศร้าอย่างแสนสาหัส เมื่อข่าวอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่คร่าชีวิต “เจ้าหญิงไดอานา” แห่งเวลส์ ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก สำหรับประชาชนหลายล้านคน ไดอานาไม่ใช่แค่สมาชิกราชวงศ์ระดับสูงที่โด่งดัง แต่พระองค์ทรงมีความแตกต่าง ทรงมีความอบอุ่น มีความเป็นมนุษย์ที่เข้าถึงง่าย และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้คนทั่วโลกรักพระองค์อย่างสุดหัวใจ พิธีพระศพของพระองค์มีผู้ติดตามชมหลายล้านคน แต่หลังจากความโศกเศร้าผ่านพ้นไป ความกังขาและข้อสงสัยก็เริ่มเข้ามาแทนที่ หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงรายละเอียดของอุบัติเหตุที่ดู “ไม่ชอบมาพากล” จนนำไปสู่ทฤษฎีสมคบคิดมากมายที่ตั้งข้อสงสัยว่า หรือจริง ๆ แล้วเหตุการณ์นี้อาจมี “เบื้องลึกเบื้องหลัง” ซ่อนอยู่? และนี่คือ 5 ทฤษฎีสมคบคิดสุดอื้อฉาวที่ยังคงถูกพูดถึงมาจนถึงทุกวันนี้ค่ะ
1. ฝีมือของหน่วยรบพิเศษอังกฤษ (SAS)
ทฤษฎีแรกที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางคือการเข้ามาพัวพันของหน่วยรบพิเศษระดับแนวหน้าของอังกฤษอย่าง SAS (Special Air Service) เรื่องราวนี้กลายเป็นกระแสฮือฮาเมื่อผู้หญิงคนหนึ่งที่ใช้นามแฝงว่า “ซาร่าห์” ออกมาอ้างว่าอดีตสามีของเธอ ซึ่งเป็นพลซุ่มยิงที่รู้จักกันในชื่อ “Soldier N” มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานา เธอเล่าเป็นฉาก ๆ ว่าทหารหน่วย SAS ได้ใช้แสงแฟลชสว่างวาบสาดส่องเข้าไปเพื่อทำให้คนขับรถตาบอดชั่วขณะ ขณะที่รถกำลังพุ่งเข้าสู่อุโมงค์ปง เดอ ลัลมา (Pont de l’Alma) จนทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ฟังดูแล้วเหมือนพล็อตหนังสายลับฮอลลีวูดเลยใช่ไหมคะ? และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่หลายคนอยากจะเชื่อว่ามันคือเรื่องจริง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การสืบสวนอย่างเป็นทางการได้สรุปผลออกมาอย่างชัดเจนว่า คนขับรถสูญเสียการควบคุมรถตั้งแต่ก่อนที่จะขับเข้าสู่อุโมงค์เสียอีก ท้ายที่สุด ทฤษฎี SAS จึงเป็นเพียงเรื่องเล่าสุดระทึกที่ไม่มีข้อเท็จจริงรองรับเลยค่ะ

2. แผนการลับของราชวงศ์
ทฤษฎีต่อมาถือเป็นหนึ่งในสมมติฐานที่โด่งดังที่สุด เพราะมันถูกโยงเข้ากับ “ลายพระหัตถ์” ของเจ้าหญิงไดอานาโดยตรง! เรื่องนี้ถูกเปิดเผยโดยพอล เบอร์เรล (Paul Burrell) อดีตพ่อบ้านคนสนิท ที่ได้นำจดหมายที่อ้างว่าเขียนโดยเจ้าหญิงไดอานามาเผยแพร่ เนื้อหาในจดหมายระบุความหวาดระแวงว่า อดีตพระสวามีอาจกำลังวางแผนจัดฉาก “อุบัติเหตุ” ทางรถยนต์ เพื่อเปิดทางให้เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ซึ่งเป็นพระอิสริยยศในขณะนั้น สามารถไปสมรสกับทิกกี้ เล็กจ์-เบิร์ก พี่เลี้ยงของเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮร์รี่ได้ แต่เมื่อถูกนำมาตรวจสอบ ทฤษฎีนี้ก็พังทลายลง เพราะเจ้าหน้าที่ไม่พบหลักฐานใด ๆ ที่บ่งชี้ว่าเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ทรงทราบเรื่องจดหมายฉบับนี้ หรือทรงมีแผนการร้ายตามที่ถูกกล่าวอ้าง ยิ่งไปกว่านั้น พอล เบอร์เรลยังออกมายอมรับในภายหลังว่าคำให้การของเขามีการบิดเบือน ซึ่งทำลายความน่าเชื่อถือของเรื่องนี้ไปจนหมดสิ้น แม้ผลการสืบสวนจะปัดตกทฤษฎีนี้ไปแล้ว แต่ประชาชนบางส่วนก็ยังคงปักใจเชื่ออยู่ดี

3. ปฏิบัติการระดับชาติของ CIA
หากการเสียชีวิตของบุคคลสำคัญระดับโลกไม่มีทฤษฎีที่บอกว่า “CIA เป็นคนทำ” ก็คงจะเรียกได้ไม่เต็มปากว่าเป็นทฤษฎีสมคบคิด ในกรณีของเจ้าหญิงไดอานา กลุ่มคนที่สนับสนุนทฤษฎีนี้อ้างว่าเหตุการณ์นี้เป็นปฏิบัติการระดับชาติ โดยทางการอังกฤษได้ร่วมมือกับหน่วยข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ (CIA) ในการจัดฉากอุบัติเหตุ เรื่องนี้ลุกลามจนถึงขั้นที่จอห์น แม็คนามารา หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยของห้างแฮร์รอดส์ ต้องลงมาตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยตัวเองตามคำสั่งของโมฮาเหม็ด อัล ฟาเยด แต่สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว แน่นอนว่าทาง CIA ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง และรายงานการสืบสวนอย่างเป็นทางการก็ยืนยันชัดเจนว่า ไม่มีร่องรอยการร่วมมือใด ๆ ระหว่างหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ และอังกฤษเลย


4. ข้อกล่าวหาจากพ่อของโดดี ฟาเยด สู่เจ้าชายฟิลิป
หนึ่งในกระบอกเสียงที่ตะโกนป่าวประกาศทฤษฎีสมคบคิดดังที่สุดคือโมฮาเหม็ด อัล ฟาเยด มหาเศรษฐีบิดาของโดดี ฟาเยด ชายคนสนิทที่เสียชีวิตเคียงข้างเจ้าหญิงไดอานา โมฮาเหม็ดออกมาอ้างว่าเจ้าหญิงไดอานากำลังตั้งครรภ์และมีแผนที่จะแต่งงานกับลูกชายของเขา พร้อมกับชี้นิ้วกล่าวหาไปที่เจ้าชายฟิลิปว่าทรงเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด เนื่องจากราชวงศ์ไม่ต้องการให้ชายชาวมุสลิมอียิปต์เข้ามามีฐานะเป็นพ่อเลี้ยงของกษัตริย์ในอนาคต ทว่าข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงระดับนี้จำเป็นต้องมีหลักฐานที่แน่นหนา ซึ่งโมฮาเหม็ดไม่มีหลักฐานใด ๆ มาพิสูจน์ได้เลย การไต่สวนอย่างเป็นทางการในปี 2008 จึงสรุปผลออกมาว่า ทฤษฎีนี้ไม่มีมูลความจริง ไม่พบหลักฐานการตั้งครรภ์ และไม่มีหลักฐานที่ชี้ว่าเจ้าชายฟิลิปเป็นผู้บงการแต่อย่างใด

5. กองทัพปาปารัสซี่
ในบรรดาทฤษฎีทั้งหมด ทฤษฎีที่ว่า “ปาปารัสซี่คือต้นเหตุ” น่าจะเป็นสิ่งที่คนรู้สึกว่าใกล้เคียงกับความจริงมากที่สุดค่ะ เพราะไม่มีใครปฏิเสธได้เลยว่าช่างภาพปาปารัสซี่มีส่วนสำคัญในการสร้างความโกลาหลในวาระสุดท้ายของพระองค์ เป็นที่รู้กันดีว่าพวกเขาตามติดพระองค์ทุกฝีก้าว หลายคนจึงเชื่อว่าปาปารัสซี่กลุ่มนี้อาจจงใจทำให้เกิดอุบัติเหตุเพื่อแย่งชิงภาพถ่ายประวัติศาสตร์ แม้ภาพลักษณ์ของสื่อแท็บลอยด์จะก้าวร้าวและรุกล้ำความเป็นส่วนตัวสูง แต่ทฤษฎีนี้ก็ยังขาดความน่าเชื่อถือในเรื่องของ “การประสานงานร่วมกัน” เพราะในโลกความเป็นจริง วงการนี้เต็มไปด้วยการแข่งขันที่ดุเดือด การจะมารวมตัวกันวางแผนจัดฉากอุบัติเหตุนั้นเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ อย่างไรก็ตาม แม้ปาปารัสซี่จะไม่ได้เป็นผู้จัดฉากอุบัติเหตุโดยตรง แต่การคุกคามและการไล่ล่าอย่างไม่ลดละของพวกเขาก็เป็นส่วนสำคัญที่สร้างสภาพแวดล้อมอันตรายจนนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่โลกไม่มีวันลืมอยู่ดีค่ะ

